วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

My Jolly Sailor Bold




Upon one summer's morning
I carefully did stray
Down by the warls of wapping
Where I met a sailor gay

Conversing with a young lass
Who seem'd to be in pain
Saying, William when you go
I fear you'll ne'er return again

My heart is pierced by Cupid
I distain all glittering coal
There is nothing can console me
But my Jolly sailor bold

His hair hangs in ringlets
His eyes as black as coal
My happiness attend him
Where ever he may go

From tower hill to blackwall
I'll wander weep and moan
All for my jolly sailor
Until he does return

My heart is pierced by Cupid
I distain all glittering gold
There is nothing can console me
But my Jolly sailor bold

My father is a merchant
The truth I now will tell
And in great London city
Opulence don't dwell

His fortune doth exceed
300, 000 gold
And he frowns upon his daughter
Who loves a sailor bold

A fig for his riches
His merchandise and gold
True love has grafted my heart
Give me my sailor bold

My heart is pierced by Cupid
I distain all glittering gold
There is nothing can console me
But my Jolly sailor bold

Should he return in poverty
From o're the ocean far
To my tender bosom
I'll press my jolly tar

My sailor is as smiling
As the pleasant month of May
And often we have wandered
Through Ratcliffe Highway

Many pretty blooming
Young girl we did behold
Reclining on the bosom
Of her jolly sailor bold

My heart is pierced by Cupid
I distain all glittering gold
There is nothing can console me
But my Jolly sailor bold

My name it is Maria
A merchant's daughter fair
And I have left my parents
3 thousand pounds a year

Come all you pretty fairmaids
Whoever you may be
Who love a jolly sailor
That ploughs the raging sea

While up aloft in storm
From me his abscence mourn
And firmly pray, arrive the day
He never more to row

My heart is pierced by cupid
I disdain on glittering gold
There's nothing can console me
But my jolly sailor bold

My heart is pierced by cupid
I disdain on glittering gold
There's nothing can console me
But my jolly sailor bold

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559

Come little children

เพลงประกอบภาพยนตร์ดิสนีย์ Hocus Pocus
คำร้องไทยโดย #MainnChannarong



มาเถิดเด็กน้อยเอ๋ย จะเผยให้เจ้าดู
พาเจ้าเข้าสู่ด้าวแดนแปลกตา
มาสิมาดีดี ตอนนี้ถึงเวลา
สวนนี้เจ้ามาเล่นเพลินกันสิ
ตามมาสิหนูๆ ให้เจ้าดูเส้นทาง
ร้าวรานทุกอย่างและความเจ็บนี้
จงอย่าได้ร้องนะ นั้นหนาคือชีวี
ลบล้างความดีที่มีมานาน
เงียบเถิดอย่าร่ำร้องไม่เห็นต้องข้องจิต
ชีวิตลวงไปผิดคิดไม่แตกฉาน
หลับตาเถิดหนูน้อย ไม่ช้าคอยจะผ่าน
แล้วจะพบพานชึ่งความสันติ
แปลจาก
Come little children, I'll take thee away,
Into a land of enchantment.
Come little children, The time's come to play,
Here in my garden of shadows.
Follow sweet children, I'll show thee the way,
Through all the pain and the sorrows.
Weep not poor children, For life is this way,
Murdering beauty and passions.
Hush now dear children, It must be this way,
To weary of life and deceptions.
Rest now my children, For soon we'll away,
Into the calm and the quiet



Come little children, I'll take thee away,
มาเถิดเด็กน้อยทั้งหลาย ข้าจะนำเจ้าไป
Into a land of enchantment.
สู่ดินแดนแห่งความลุ่มหลง
Come little children, The time's come to play,
มาเถิดเด็กน้อยทั้งหลาย ถึงเวลามาเล่น
Here in my garden of shadows.
ในสวนแห่งรัตติกาลของข้า
Follow sweet children, I'll show thee the way,
ตามมาเด็กน้อยที่รัก ข้าจะแสดงให้เห็นเส้นทางให้เจ้าได้ประจักษ์
Through all the pain and the sorrows.
ผ่านความเจ็บปวดทุกอย่าง และระทมทุกข์ทั้งหลาย
Weep not poor children, For life is this way,
การร้องไห้ไม่ใช่เด็กไม่ดี สำหรับชีวิตในเส้นทางนี้
Murdering beauty and passions.
การฆ่า ความงามและกิเลส
Hush now dear children, It must be this way,
ชู่ว์ เงียบเถิดเด็กๆที่รัก มันจะต้องเป็นแบบนี้
To weary of life and deceptions.
ความอ่อนเพลียที่มากมายของชีวิต และการหลอกลวง
Rest now my children, For soon we'll away,
พักผ่อนเถิดเด็กน้อยของฉัน
for soon we'll away Into the calm and the quiet
อีกไม่นานเราจะไปสู่ความสงบและความเงียบ
เครดิต เว็บเด็กดี

Sally's Song


เนื้อเพลงโดย Moln eLeVEn



ลมเย็นโชยพริ้วดั่งเหมือนจะเตือน
เรื่องราวเลวร้ายกำลังใกล้มา
ไม่อยากให้เขาอยู่ไกลฉันเลย
ทำใจแค่ไหนก็ยังหวาดกลัว
ไม่อยากให้เขาเจอะเจอทุกข์ภัย
อยากให้เขาเข้าใจ... จิตใจที่ฉันมี
เขาคือทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวฉันมี
เขาเองไม่เคยรู้เลย
เกิดอะไรขึ้นกับเขาคนนั้น
ต่อจากวันนี้จะเป็นอย่างไร
ดูใครก็ล้วนสุขใจร่าเริง
หากเป็นเหมือนเขาก็คงสุขใจ
แต่ไม่อาจฝืนความจริงที่เป็น
จะเป็นได้หรือไร... ที่เราได้คู่เคียง
รู้ดีว่าคงคิดอยู่ในใจข้างเดียว
คงอยู่ลำพัง ...ผู้เดียว

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559






Pes tsawg ntxee ntuj naag 
Los yuav plaam tsis tau kev hlub
Koj yuav tig rov lug nrhav kuv

Cim ntsoov koj cov lus
Lub txiaj ntsim  wb tau cog tseg
Txawm koj moog dleb npaum caas

(Chorus)
Nplaim taw hlub hlaa sab hlaa ntsws
Kom kuv nyob ntsoov tos koj 
Txhua hnub hmo nuo koj tsis pluj
Txawm hnub no cua yuav hlub yuav puas koj yaas
Tig rov lus vim kuv tseem naj hnub tos

-Break-

Pes tsawg ntxee ntuj naag 
Los yuav plaam tsis tau kev hlub
Koj yuav tig rov lus nrhav kuv

Cim ntsoov koj cov lus
Lub txaj ntswm wb tau cog tseg
Txawm koj moog dleb npaum caas

(Chorus)

Nplaim taw hlub hlaa sab hlaa ntsws
Kom kuv nyob ntsoov tos koj 
Txhua hnub hmo nuo koj tsis pluj
Txawm hnub no cua yuav hlub yuav puas koj yaas
Tig rov lus vim kuv tseem naj hnub tos

Nplaim taw hlub hlaa sab hlaa ntsws
Kom kuv nyob ntsoov tos koj 
Txhua hnub hmo nuo koj tsis pluj
Txawm hnub no cua yuav hlub yuav puas koj yaas
Tig rov lus vim kuv tseem naj hnub tos
(Tig rov los vim kuv tseem naj hnub tos)

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559










...ดอกเอื้องดอย หล่นไปตั้งหลายฤดู
เผ้ารอ รอคอยอ้ายอยู่ แต่ยังบ่หันปิ๊กมา

จำยังจำ น้องจำสัญญา ว่าไปบ่เมินอ้ายจะปิ๊กมา
แต่จะใด บ่ปิ๊กขึ้นดอยบ้านเฮา

**ใจมันหาย..หายไป ตี้หล่ายดอย
ใจดวงน้อย เผ้าคอยด้วยความโศกเศร้า
จากเดือนเลื่อนไปเป็นปี อ้ายก็ยังบ่ปิ๊กบ้านเฮา
แม้เงา ก็ยังบ่หันอ้ายมา อย่าให้ฮู้ว่าน้องยังคอย

รอ..น้องรอ รออ้ายด้วยใจเลื่อนลอย
สัญญา แล้วมาหายจ้อย ฝากลมพัดลอย โบกพัดไปทวงคำสัญญา

***ใจมันหาย..หายไป ตี้หล่ายดอย
ใจดวงน้อย เผ้าคอยด้วยความโศกเศร้า
จากเดือนเลื่อนไปเป็นปี อ้ายก็ยังบ่ปิ๊กบ้านเฮา
มันเงา ก็อยากให้อ้ายปิ๊กมา อย่าลืมสัญญาบนดอย

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

อาจจะเป็นคำว่ารัก











เธอ..จะช่วยรับฟังได้ไหม

คำขอของคนคนหนึ่ง

ยังอยู่ตรงนี้ ไม่เคยได้พูดไป

เพียง แค่นิดเดียวจะได้ไหม

คำพูดของคนโกหกยังหลอกลวงย้ำ ซ้ำๆอย่างเดิม

อาจเป็นภาพมายา ที่หลอกลวงตา

เมื่อได้มันมา ก็อาจเลือนไป

ไม่เหลือความจริง คงไร้คำเอ่ยคำใด

อาจจะเป็นคำว่ารัก ที่อยู่ภายในใจฉัน

และตราบนาทีสุดท้าย ไม่เลือนหายไป

พูดไปแค่ในใจเรา บอกซ้ำเบาๆอย่างเดิม

มันอาจเป็นเพียงคำไร้ความหมาย

อยากจะบอกคำว่ารัก หยุดอยู่ภายในใจฉัน

ไม่อาจจะพูดคำนั้น ไม่มีทางได้เลย

ฉันอยากจะบอกกับฟ้า ขอวอนผ่านความฝัน

คำว่ารักเธอ ฉันพูดมาจากจิตใจ

แม้..คำถามมากมายแค่ไหน

คำตอบจะหาเท่าไร แต่ฉันไม่เข้าใจเลย

สิ่งเดียวที่รอคอย คืออยู่เคียงเธอ

อยากพบและเจอ ไม่จากไปไกล

แต่ไม่มีทาง ไม่มีทางใช่ไหม?

หากเธอยืนอยู่ตรงนี้

สิ่งหนึ่งที่เคยขาดหาย จะกลับคืนมาอีกครั้ง วันที่หายไป

แสงเงาสีเทาเลือนลาง เปลี่ยนสีสะท้อนกับตา

เธอเปลี่ยนเวลาเป็นความสดใส

จะจับมือเธอเอาไว้ หากกลับมาเจออีกครั้ง

จะจากกันไกลแค่ไหน ฉันไม่เคยสนใจ..

ฉันอยากจะบอกกับฟ้า ขอวอนผ่านความฝัน

คำว่ารักเธอ ฉันพูดไปจะได้ไหม?

หากวันไหนที่ เราต้องลาจากกัน และห่างกันไกล

แต่ตัวฉันจะรอ

วันนั้นที่อยู่เคียงใกล้ กับเธอ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ฉันเองก็รู้

หากวันนี้ แม้เราไม่ได้เจอ ไม่อาจได้พบ แต่คงถึงสักวัน

ที่ฉันได้กลับมาพบ กับเธอ สู่วันพรุ่งนี้

อาจจะเป็นคำว่ารัก ที่อยู่ภายในใจฉัน

และตราบนาทีสุดท้าย ไม่เลือนหายไป

พูดไปแค่ในใจเรา บอกซ้ำเบาๆอย่างเดิม

มันอาจเป็นเพียงคำไร้ความหมาย

อยากจะบอกคำว่ารัก หยุดอยู่ภายในใจฉัน

ไม่อาจจะพูดคำนั้น ไม่มีทางได้เลย

ฉันอยากจะบอกกับฟ้า ขอวอนผ่านความฝัน

คำว่ารักเธอ ฉันพูดมาจากจิตใจ

บอกผ่านฟ้าไป ให้ถึงเธอจะได้ไหม...

Suteki da ne อัศจรรย์เหลือเกิน





อัศจรรย์เหลือเกิน


“...ลมพาพัดมาจากโลกเธอที่แสนไกล
หัวใจล่องลอย คล้อยไปตามลม
หมู่เมฆนั้นพาช่วงเวลาพรุ่งนี้มา
เสียงฟังดูคล้ายเจ็บปวดในใจ

ดวงจันทร์ทิ้งเงาบนแผ่นน้ำไหวระรัว
หัวใจฉันสั่น เหมือนดังดวงจันทร์
ดวงดาวพร่างพราวตกจากฟ้าร่วงลงมา
เหมือนดังน้ำตาที่อบอุ่นใจ...”

“...อัศจรรย์เหลือเกิน...”
สองเราสัมผัสมือเดินท่ามกลางแสงจันทร์และดวงดาว
...อยากจะไปเหลือเกิน...
...ถึงยังเรือนถิ่นดินแดน ไปยังอ้อมแขนแห่งเธอ...

หัวใจของเธอ
ทิ้งกายลงอยู่เคียงกัน
ค่ำคืนจะพาข้ามไป
สู่ฝันแห่งเรา

“…ลมหยุดนิ่งลงโลกดูลาลับลอยไป
เหมือนภาพลวงตา ฟ้าเป็นเพียงเงา
หมู่เมฆเลื่อนลอยห่างกันไกลเหมือนคำลา
รุ่งเช้าจะพาให้จากกันไป

ดวงจันทร์ทิ้งเงาบนแผ่นน้ำไหวระรัว
หัวใจฉันสั่น เหมือนดังดวงจันทร์
ดวงดาวพร่างพราวตกจากฟ้าร่วงลงมา
เหมือนดังน้ำตาที่เกินกลั้นไว้…”

“...อัศจรรย์เหลือเกิน...”
หากสองเราสัมผัสมือเดินท่ามกลางแสงจันทร์และดวงดาว
...อยากจะไปเหลือเกิน...
...ถึงยังเรือนถิ่นดินแดน ไปยังอ้อมแขนแห่งเธอ…

สายตาของเธอ
สัมผัสที่จักลาไกล
รุ่งเช้าจะพาพรากใจ
...จากฝันแห่งเรา...

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สู่ป่าแห่งหิ่งห้อย




ภาพอนาคตที่ฉันได้เคยวาดไว้
ยังมีเธอคอยยืนเคียงข้างกาย
เวลานี้ที่เราสองยังเคียงกัน
เธอยังคงอยู่เคียงข้างฉันเรื่อยมา 

ยังอยากจะมีชีวิตเพื่อเธอเท่านั้น

การพานพบนี้ช่างอัศจรรย์
เมื่อพบตัวเธอ โชคดีจริงๆ ฉันรักเธอ

สิ่งที่เฝ้าตามค้นหาตลอด

อาจจะเป็นคนคนนี้ที่อยู่ข้างกาย
พอทบทวนเรื่องราวในครานั้น
น้ำตามันเริ่มเอ่อล้น ทำได้แค่เพียงร้องไห้

เสียงของเธอที่ยังติดตรึง

เมื่อนึกถึง ภายข้างในใจดวงนี้ก็ไหวสั่น
เหมือนดั่งเช่นเมื่อยามฝนซา
ฟ้าก็พลันเปลี่ยนเป็นสีคราม
ภายข้างในใจดวงนี้เช่นกัน

ภาพอนาคตที่ฉันได้เคยวาดไว้

ยังมีเธอคอยยืนเคียงข้างกาย
เวลานี้ที่เราสองยังเคียงกัน
เธอยังคงอยู่เคียงข้างฉันเรื่อยมา 

ยังอยากจะมีชีวิตเพื่อเธอเท่านั้น

การพานพบนี้ช่างอัศจรรย์
เมื่อพบตัวเธอ โชคดีจริงๆ ฉันรักเธอ

หากมีวันที่ต้องร้างลาจาก

ตัวเธอก็คงไม่เห็นทางเดินของเรา
จะรอจนวันที่เรา ได้เจอ
ไม่ว่าจะนานเท่าไร
ฉันรออยู่ตรงที่เดิม

เพียงเสี้ยวนาทีเดียวเท่านั้น

ยังมองเห็น ดวงดาวที่ทอแสงเป็นประกาย
และนั่นก็เป็นดั่งเช่นเธอ
ขอเฝ้ามองแบบนี้เรื่อยไป
ให้เหมือนว่าหยุดเวลาของเรา
ในช่วงเวลาใดดวงใจเหนื่อยและล้า
ภาพตัวเธอยังคงปรากฏขึ้นมา
ไม่จำเป็นต้องเอ่ยพูดคำใดๆ
เพียงแค่ฉันได้เคียงข้างเธอก็พอ

และในตอนนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนไป

จะดูแลไม่ยอมห่างไปไกล
ไม่ว่าเมื่อไหร่
แม้นานเท่าไหร่
ฉันรักเธอ

ภาพรอยยิ้มที่ยังเอ่อล้น

หรือเป็นน้ำตาที่รินไหล
ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร
ไม่สามารถจะลบภาพเธอ

ภายในหัวใจเวลานี้

มีความรักที่มอบให้เธอ ทั้งหมดหัวใจ
ชีวิตฉันมอบให้เธอ
ฉันรักเธอ

ภาพอนาคตที่ฉันได้เคยวาดไว้
ยังมีเธอคอยยืนเคียงข้างกาย
เวลานี้ที่เราสองยังเคียงกัน
เธอยังคงอยู่เคียงข้างฉันเรื่อยมา 

ยังอยากจะมีชีวิตเพื่อเธอเท่านั้น

การพานพบนี้ช่างอัศจรรย์
เมื่อพบตัวเธอ โชคดีจริงๆ ที่ได้มาเจอ
ไม่ว่าที่ใด ไม่ว่านานแค่ไหน

วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ก็แค่ช่วงเวลาหนึ่ง

หลังจากฝึกสอนเสร็จ ฉันก็แต่งงาน ก็แหงล่ะสิ คบกันมาห้าปีแล้วก็ต้องแต่งถูกมั้ย ยังไงๆคนๆนี้ก็เป็นคนที่ฉันคิดว่าจะแต่งด้วยอยู่ดี ดังนั้นแต่งกันไปเลยดีกว่า ทั้งๆที่ไม่พร้อมเลยสักนิดแต่ก็แต่งไปแล้วอ่ะนะ จะว่าไงดีล่ะ ว่าดีมันก็ดีอยู่หรอก ได้อยู่อยู่ด้วยกันสักทีหลังจากอยู่ห่างกันมาสองปี แต่ว่าตอนนี้ฉันรู้สึกสับสนและเบื่อหน่ายเพราะไม่มีงานทำ จบมาหลายเดือนแล้วแต่ก็ยังหางานที่จะสามารถอยู่ตรงนี้อยู่ด้วยกันกับสามีไม่ได้ งานที่เราอยากทำก็ไม่มี แม้แต่งานที่ไม่อยากทำยังไม่มีเลย ช่วงนี้ได้แต่อยู่บ้านเฉยๆ น่าเบื่อสุดๆ ไล่ดูซีรี่ย์เกาหลีไปเรื่อย ในขณะที่เพื่อนเริ่มทยอยมีงานทำ รู้สึกไร้ค่าชมัด

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ระบาย ฉบับที่ 1


       


          ตอนนี้ฉันกำลังไกล้จะเรียนจบแล้ว จบเอกอะไรน่ะหรอ หึหึ ครุศาสตร์ โปรแกรมวิชาดนตรีศึกษา เอกเปียโน โทฟลูต เครื่องไทย เอกซอด้วง โทระนาดทุ้มไกล้จบแล้วจริงๆ เข้ามาเรียนแบบไม่ได้ตั้งใจ และก็เสือกจบอีก จบมาแบบเก่งไม่เท่าเพื่อนๆในชั้นปี สู้อะไรเขาไม่ได้เลย หนักใจเหมือนกันที่เป็นแบบนี้ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้นี่นา ไกล้จบแล้ว อีกแค่นิดเดียวตอนนี้ฉันก็เคลียร์ภาระงานต่างๆเสร็จไปหมดแล้ว ทั้ง พอร์ตฟอลิโอ แผนการจัดการเรียนรู้ วิจัยในชั้นเรียน  สื่อการสอน และก็จัดบอร์ดต่างๆภายในโรงเรียน เล่มบันทึกประจำวัน ทีนี้ยังจะเหลืออะไรอีกน๊าาา ก็คงไม่มีอะไรมากแล้ว วันนี้วันศุกร์แล้ว เดี๋ยวอีกเพียงไม่กี่วันก็จะจบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูโดยสมบูรณ์ เพื่อนๆของฉันที่มาฝึกฯด้วยกัน มีทั้งหมด 5 คน เอdภาษาไทย 2 คณิตฯ 1 วิทย์ฯทั่วไป 1 และรวมฉันด้วย เป็น 5 คน ฉันกับเพื่อนเอกวิทย์ฯ ตกลงกันไว้แล้วว่า หลังจากสิ้นสุดวันที่ 26 กุมภาฯ เราทั้งสองจะไปเลย คือจะออกจากโรงเรียนเลย เพราะเราต่างก็มีภาระใจที่หนักหน่วง ตัวเพื่อนฉันเองก็ต้องการที่จะไปสมัครงาน ส่วนตัวฉันเองก็อยากจะไปอ่านหนังสือสอบบรรจุ ก่อนนี้ฉันคิดอยู่นานว่าจะไปหรือไม่ไปดี เพราะเพื่อนๆเอกอื่นๆอีก 3 คนจะไม่ไป จะอยู่ช่วยโรงเรียนจนปิดเทอม แต่ตัวฉันรู้สึกเป็นภาระ คือ ฉันไม่สามารถอยู่เฉยๆเป็นเดือนๆได้อีก ฉันว่า ฉันจบแล้ว จบแล้วจริงๆ หลังวันที่ 26 คือทุกอย่างจบแล้วจริงๆ อาจจะต้องมีไปอบรม ใบประกอบวิชาชีพบ้าง เคลียร์งานต่างๆในมหาลัยบ้าง แต่นั่นคือฉันจบแล้วจริงๆ ฉันยังมีภาระที่ต้องแบกรับไว้ นั่นคือพ่อแม่ และน้องๆอีก 4 คนที่จะต้องดูแล
         ตลอดชีวิตที่ผ่านมา 24 ขวบ ของฉัน พ่อกับแม่เลี้ยงดูฉันมาเป็นอย่างดี อาจจะมีบางช่วงชีวิตที่ต้องลำบากบ้าง แต่นั่นก็ทำให้มีฉันในวันนี้ พ่อกับแม่เหนื่อยมามากแล้ว ไหนจะต้องดูแลลูก 5 ชีวิต และดูแลปู่กับย่า ที่ไม่มีใครเหลียวแลอีก อย่างน้อยๆฉันอยากจะรับผิดชอบตัวเองได้บ้างก็ยังดี เพราะตอนนี้ฉันก็ขอเงินท่านใช้มาตลอด แต่จากนี้ไปฉันอยากจะรับผิดชอบชีวิตของตัวเองได้สักที พ่อกับแม่จะได้ไม่เหนื่อยมาก อย่างน้อยๆก็ลดภาระฉันไปได้สักคนก็ยังดี ฉันคิดแบบนี้ จึงตัดสินใจไป ไปที่ว่า คือไอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบบรรจุ ก็ใช่ล่ะสิ อาจจะมีคนแย้งว่า อ้าวอยู่โรงเรียนก็อ่านได้นี่ จะไปทำไม ไม่ดูเห็นแก่ตัวไปหน่อยหรอ เฮ้ย คือแบบคนเรามันไม่เหมือนกันนะที่ฉันต้องไปเพราะต้องการเอาจริงเอาจังกับชีวิตสักที ถ้ายังอยู่ เช้ามาโรงเรียน ออกจากโรงเรียนได้ก็ 5 โมงเย็น หลังจากนั้น แวะไปตลาด เพื่อช่วยแม่ขายของ กลับถึงบ้านประมาณ 1 ทุ่ม กว่าๆ บางครั้งเลยเวลา  เป็น 2 ทุ่ม กลับมาก็เหนื่อยแล้ว สมองและร่างกายฉันรับได้แค่นี้แหละ มากกว่านี้ไม่ไหวหรอก สอนมาทั้งวันก็เหนื่อยมากพอแล้ว นี่ช่วยแม่ขายของอีก แค่นี้ก็แกร่งมากแล้วนะ กลับถึงบ้านก็แทบจะอยากล้มตัวนอนแล้ว ไม่มีกะจิตกะใจไปอ่านหนังสือเครียดๆหรอก
          ถ้าฉันจะอยู่โรงเรียนช่วยงานต่ออีก 1 เดือน ฉันก็จะไม่ได้อะไรเลย เงินเดือนก็ไม่ได้ หนังสือก็ไม่ได้อ่าน อาจจะได้ประสบการณ์ก็จริง แต่นี่มันคืออนาคตฉัน ฉันมีสิทธิเลือกว่าจะเดินไปทางไหน ถ้าตัดใจไป อย่างน้อยฉันก็ยังได้พยายาม จะสอบได้หรอไม่ได้ อย่างน้อยก็ได้พยายามแล้ว ฉันจะไม่ยกโทษให้ตัวเองเลยหากฉันไม่พยายามทำอะไรสักอย่างสักที ที่ผ่านมาก็เรียนแบบเรียนๆเล่นๆ ไม่เคยเอาจริงเลยสักครั้ง แต่จากนี้ไป ฉันจะลองเอาจริงสักครั้ง ก็จากนี้ไปคือชีวิตจริงแล้วนี่ จะมัวมาเล่นอยู่ได้ยังไงกันล่ะ จริงมั้ย ต้องเอาจริงกันซะบ้าง หยุดคิดแทนคนอื่น หยุดคิดถึงแต่ความรู้สึกของคนอื่น หันมาดูแลความรู้สึกตัวเองซะบ้าง ถึงเราอยู่ก็ไม่มีใครยื่นมือมาช่วยหรอก ไม่มีเลยแม้สักคนเดียว ตลอดชีวิตที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้ดังนั้นอย่าคิดมากเลยถ้าจะไปก็ไปเถอะ คนอื่นเค้ามีชีวิตที่ดี ไม่มีภาระ แต่เรามีภาระและหน้าที่ที่จะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ ดังนั้นไปเถอะ และอย่าคิดมากอีกเลย รู้ใช่มั้ยว่า ชีวิตมันสั้นเกินกว่าที่เราจะเก็บทุกอย่างมาคิดน่ะ ฉันกำลังบอกกับตัวเองแบบนี้ล่ะ
           ฉันไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองต้องการอะไร มีความฝันอะไร อยากเป็นอะไร ตอนเด็กๆ แค่ใฝ่ฝันไว้ว่า อยากเรียนให้จบปริญญาตรี เพราะการเรียนมหาลัยมันน่าสนุก ดูมีอะไรที่เราไม่เคยได้สัมผัสดี พอโตขึ้นมาหน่อย เริ่มรู้จักการมีความรัก ก็เริ่มมีความฝันว่า จะหาแฟนตอนเรียนมหาลัย
และตอนนี้ฉันก็กำลังเดินตามความฝันของตัวเองไกล้สำเร็จแล้ว
          ตอนนี้ฉันมีแฟนที่ดีและรักฉันมาก (ณ ปัจจุบัน) เรารักกันมาตั้งแต่ ปี 1 และอีกเพียงไม่กี่วันฉันกำลังจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจริงๆ ตอนเด็กฉันไม่ได้ฝันอะไรต่อนอกจากนี้ ช่วงแรกๆที่ฉันฝึกสอนอยู่ฉันจึงไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะทำอะไรต่อดี คนอื่นอาจจะมีความฝันที่แตกต่าง แต่ฉันไม่มี บางคนฝันอยากเป็นนักร้อง อยากเป็นดาราและพวกเขาก็คงกำลังวิ่งไล่ตามฝันของตัวเองอยู่ ส่วนฉัน ได้ทำฝันของตัวเองไกล้สำเร็จแล้ว ตอนนี้ยังบอกว่าสำเร็จไม่ได้ เพราะยังไม่ได้รับวุฒิ แต่อีกแค่อึดใจเดียวเท่านั้น
         หลังจากที่ฉันฝึกสอนมาสักพัก ฉันก็ค้นพบได้ว่า จะมีอะไรที่ดีไปกว่า การมีชีวิตที่สงบสุข และสุขสบายล่ะ ฉันอยากจะมีชีวิตที่สงบและตายจากไปอย่างมีความสุข จะมีอะไรที่ดีไปกว่าการที่เราสามารถเลี้ยงดูตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ได้ การมีสามีที่ดีและรักเรา มีลูก มีครอบครัวที่น่ารักกันเเล่า ตอนนี้ฉันกำลังมีเป้าหมายอันใหม่ เพราะฉันได้ทำเป้าหมายเดิมเกือบสำเร็จแล้ว เป้าหมายต่อไปที่ฉันอยากจะทำคือ หางานที่มั่นคงทำ ซึ่งมันก็คงไม่พ้นการเป็นครูล่ะ ถึงแม้ตอนแรกฉันจะไม่ชอบก็ตาม แต่ตอนนี้ชอบแล้ว แต่งงานกับแฟนที่คบกันมานานเกือบ 5 ปี สร้างครอบครัวเล็กที่น่ารัก ก็พอละ แค่นี้ก็มีความสุขมากแล้วล่ะ เอาล่ะเริ่มแผนต่อไปได้    เลสโก ฮ่าๆๆ

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

บันทึกจากวันวาน บทที่ 1

บทที่1
.
.
.
         

      กริ๊งงงงงงงงงง!    เสียงกริ่งกรีดร้องด้วยเสียงแหลมและแสบแก้วหู ฉันรีบดีดตัวลุกจากที่นอน ซึ่งปูด้วยผ้าห่มนวมพับครึ่ง คุณนึกถึงที่นอนปิ๊กนิคออกมั้ยล่ะ นั่นแหละหลักการเดียวกันเลย 

      เสียงกริ่งยังไม่ทันจางหาย ก็มีเสียงแทรกเข้ามา "ตื่นๆๆๆ จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน รีบลงมาทำเวรเดี๋ยวนี้เลยนะ เวรโรงครัว เวรห้องน้ำ เวรห้องโถง จัดการให้เรียบร้อยเดี๋ยวนี้" 
     ' โถ่เอ้ย!  รำคาญชมัดยาด ขอนอนต่ออีกนิดไม่ได้หรอ นี่ฉันเพิ่งจะอายุ 15 ชีวิตวันรุ่นอันสวยงามของฉันต้องมาตื่นนอนตอนเช้าเพื่อทำเวรเนี่ยนะ ' 
      หลังจากจัดการเรื่องเวรทำความสะอาดประจำวันเสร็จ ฉันก็รีบบึ่งไปอาบน้ำ แต่งตัวเพื่อจะไปโรงเรียน ใช่แล้ว โรงเรียนล่ะ ฉันจะบอกให้ โรงเรียนมีแต่เรื่องสนุกๆให้ทำได้ทั้งวัน ฉันชอบอยู่กับกลุ่มเพื่อนของฉัน เราเล่นซ่อนหากัน และบางครั้งเมื่อถึงฤดูหมากเก็บ พวกเราก็จะเล่นหมากเก็บกัน 
เพื่อนบางคนของฉันเริ่มรักสวยรักงาม บางคนมีสิวเม็ดเป้งที่บริเวณแก้ม แต่ฉันไม่ยักกะมี ฉันก็อยากมีบ้างนะ เพราะมันเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเราโตเป็นผู้ใหญ่ เหมือนพวกรุ่นพี่ ม.6 กัน มีอยู่ครั้งนึงฉันเห็นรุ่นพี่ที่เป็นแฟนกันทะเลาะกันและพี่ผู้หญิงถูกพี่ผู้ชายผลักอย่างแรง ฉันไม่เข้าใจว่า ทำไมพวกเค้าถึงต้องทะเลาะกันด้วย พอถัดมาอีกวันเห็นรุ่นพี่ทั้งสองคนป้อนขนมกัน ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมพี่ผู้หญิงถึงไม่โกรธพี่ผู้ชาย แต่ก็ช่างเถอะ มันไม่ใช่เรื่องของฉันเลยสักนิด ตอนนี้ที่ฉันควรสนใจคือ ฉันจะทำยังไงให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ ฉันอยากเป็นผู้ใหญ่ไวๆ ฉันมีความฝันล่ะ ฉันฝันอยากเรียนมหาลัย จะสายอะไรก็ช่าง ขอแค่ได้เรียนมหาลัยก็พอละ ความจริงฉันก็อยากเป็นพยาบาลนะ แต่ฉันได้ยินครูบอกว่า ต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่ ซึ่งอาจารย์ใหญ่นี้คือคนที่ตายไปแล้ว ฉันจึงเปลี่ยนใจไม่อยากเป็นพยาบาลแล้ว
ตอนนี้ฉันเลยอยากเป็นไกด์แทน ตอนนี้ชีวิตก็ปกติดีแล้วมันจะมีอะไร๊


ปล.ยังเขียนไม่จบ สมองไม่เปรี้ยง สมาธิไม่มี เนื่องจากกำลังนั่งว่างอยู่ในห้องดนตรี ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง
เด็กๆนักเรียนเสียงดัง และความทรงจำของเราก็เลือนลางอีกตะหาก ความจริงเราไม่ได้อยากเขียนแบบนี้ แต่สอมงมันสั่งการให้เขียนแบบนี้ไปแล้ว ไว้จะหาเวลาที่ว่างและจิตใจสงบจริงๆมาเขียนต่อดีกว่า